เรื่องราวความเป็นมาก่อนการ ก่อตั้ง ร้านทอง ต้นมะขามช่างทอง

ต้นฉบับภาษาจีน  จากเรื่อง ช่างตีทองใต้ต้นมะขาม (หนังสือพิมพ์จีน เอเซียนิวส์ไทม์)

© Copyright tamajewelry.com

วันที่ 26 เดือนกุมภาพันธ์ 2015


แปลไทยโดย   วิภาวรรณ  สุนทรจามร

ภาคแรก

หากจะกล่าวว่า “ชีวิตคือเวทีละคร” หรือ ชีวิตคือฉากหนึ่งในละคร หรืออาจจะมีคนพูดว่า ชีวิตก็เหมือนบทหนึ่งในหนังสือนวนิยาย ถ้าเช่นนั้น เรื่องราวของตระกูลหนึ่งก็อาจเปรียบได้กับนวนิยายเรื่องราว เป็นละครเวทีที่มีบทและตอนต่อเนื่องกันหลายสิบตอน เช่นเดียวกันเรื่อง “ซื่อซื่อถงถัง” (คนสี่รุ่นในใต้ชายคาเดียวกัน) บทละครพูดที่เขียนโดย เหลาเส่อ แต่สำหรับเรื่องราวของตระกูลหนึ่งที่ข้าพเจ้าจะเขียนถึงนี้ แม้ว่าจะไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงที่พลิกผันหลากหลายทางสังคม ตลอดจนความเจริญรุ่งเรืองจนถึงจุดล่มสลายของคนสี่รุ่นในใต้ชายคาเดียวกัน  เช่นเดียวกับบทละครของเหลาเส่อก็ตาม แต่ตระกูลที่ข้าพเจ้าจะเขียนถึงนี้ นับจากต้นตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจนปัจจุบันก็มีความยาวนานกว่าร้อยปีและมีลูกหลานสืบทอดมาสี่ชั่วอายุคนแล้วเช่นเดียวกัน รวมทั้งยังมีเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงในช่วงชีวิตของตัวละครที่น่าซาบซึ้งใจมากมายที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง ดังเรื่องที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงต่อไปนี้

อาจารย์อมรสิริเป็นเพื่อนร่วมงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของข้าพเจ้ามาเกือบ 30 ปี เธอเป็นรุ่นน้องที่มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตรจารย์เหมือนกับข้าพเจ้า เรานั่งทำงานในอาคารเดียวกันและชั้นเดียวกัน พบหน้ากันทุกเช้าค่ำ สนิทสนมกันเหมือนพี่น้อง ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าทำงานที่นี่มาสามสิบปี การได้ทำงานร่วมทุกข์ร่วมสุข แก้ปัญหาสารพัดกับเพื่อนร่วมงาน  รุ่นพี่หรือรุ่นน้องมากมาย ที่ผ่านมา ข้าพเจ้ายังไม่เคยเกิดปัญหาความขัดแย้งกันใครเลย สิ่งนี้นับว่าเป็นโชควาสนาของข้าพเจ้าโดยแท้ก็ว่าได้ ที่ได้ทำงานท่ามกลางเพื่อนร่วมงานที่รักใคร่สนิทสนมปานพี่น้องเช่นนี้

อาจารย์อมรสิริสอนอยู่ในภาควิชาภาษาต่างประเทศเช่นเดียวกับข้าพเจ้า เธอรับผิดชอบการสอนภาษาฝรั่งเศษ ส่วนข้าพเจ้าสอนภาษาจีน  ยามว่างจากการสอน เรามักนั่งคุยกันสารพัดเรื่องราว เนื่องจากเราต่างเป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเลทั้งสิ้น และยังเป็นชาวจีนแคะเหมือนกันอีกด้วย ต้นตระกูลของเธอนั้นอยู่ที่อำเภอเหมยเซี่ยน ส่วนต้นตระกูลข้าพเจ้าอยู่ที่ฟงซุ่นปั้นซานเค่อ ในวัยเด็กข้าพเจ้าได้เรียนภาษาจีนในระดับประถมหนึ่งถึงหกที่โรงเรียนจิ้นเต๋อกงเซี่ยวในกรุงเทพ ซึ่งก่อตั้งโดยชาวจีนแคะ ทำให้ข้าพเจ้าสามารถพูดภาษาจีนแคะได้อยู่บ้าง การพูดคุยกับอาจารย์อมรสิริ เราจึงมักนิยมใช้ภาษาจีนแคะกัน ซึ่งบางครั้งเมื่อเราใช้ศัพท์ภาษาจีนแคะที่อาจแปลกๆเพี้ยนๆ เราก็จะรู้สึกขำจนอดหัวเราะไม่ได้ทุกครั้งไป และเนื่องจากพวกเราต่างก็มีความรู้ทางด้านภาษา ทำให้เรามักจะมีการศึกษาและวิเคราะห์เปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่างของภาษาจีนแคะทั้งสองตระกูลคือ ภาษาจีนแคะตระกูลเหมยเซี่ยนและภาษาจีนแคะตระกูลฟงซุ่น ในประเด็นต่างๆ เช่นเรื่องของการออกเสียง หรือรากศัพท์ต่างๆเป็นต้น

อาจารย์อมรสิริเคยไปศึกษาและใช้ชีวิตที่ประเทศฝรั่งเศษร่วมสิบปี จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้วจึงเดินทางกลับประเทศไทย หลังจากกลับจากฝรั่งเศส อาจารย์อมรสิริมีแนวความคิดซ้ายจัด การแต่งกายของอาจารย์อมรสิริดูดีมีสไตล์แบบตะวันตก มีความมุ่งมั่นในการทำงาน พูดจริงทำจริง มีความมั่นใจสูง เมื่อแรกที่ข้าพเจ้าเพิ่งได้รู้จักกับอาจารย์อมรสิริ รู้สึกต้องระมัดระวังในการพูดจาเป็นอย่างยิ่ง ต่อมาเมื่อสนิทสนมกันมากขึ้น จึงรู้ว่าเธอเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี เป็นคนเรียบง่าย น่าคบ ตรงไปตรงมา ปากกับใจตรงกัน มีจิตใจดีงามและมีมารยาทดีเยี่ยม นั่นคือมีบุคลิกภาพแบบชาวตะวันออก นอกจากเธอจะแต่งตัวอย่างทันสมัยแล้ว ก็ยังไม่ทื้งบุคลิกของความเป็นลูกหลานชาวจีนที่มักจะใส่เครื่องประดับประเภททองคำอันสวยงานโดดเด่น เครื่องประดับทองคำของเธอทุกชิ้น ล้วนเป็นชิ้นงานที่มีความประณีตมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านทองทั่วไปในกรุงเทพมหานคร

เพื่อนร่วมงานอย่างพวกเราต่างก็ชื่นชอบเครื่องประดับทองคำเหล่านี้มาก ต่อมาข้าพเจ้าจึงได้รู้ประวัติความเป็นมาของต้นตระกูลอาจารย์อมรสิริว่า ครอบครัวของเธอมีบรรพบุรุษเป็นช่างทองฝีมือเยี่ยม และที่บ้านเกิดของอาจารย์ก็เป็นร้านทองเก่าแก่ที่สืบทอดกันมากกว่าร้อยปีที่มีชื่อว่า “ต้นมะขามช่างทอง” แม้ชื่อร้านฟังดูแล้วอาจจะดูธรรมดาไปบ้าง แต่หากสืบค้นประวัติความเป็นมา ก็จะได้ข้อมูลว่า ที่มาของชื่อร้านทองนี้ไม่ธรรมดาเลย ซึ่งในบรรดาเพื่อนร่วมงานสาวๆ ที่เป็นนักจับจ่ายซื้อเครื่องประดับ ต่างก็รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของร้านทองเก่าแก่ร้านนี้เป็นอย่างดี ดังนั้น ในยามว่าง พวกเราจึงมักจะชวนกันขับรถไปที่ร้านทองต้นมะขามซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดอ่างทอง เพื่อเลือกซื้อเครื่องประดับทองคำที่เป็นชิ้นงานที่สวยงามประณีตซึ่งหาซื้อไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว นอกจากนี้ในบางครั้งพวกเรายังสั่งทำเครื่องประดับชิ้นเล็กชิ้นน้อยเช่น ตุ้มหู แหวน เข็มกลัดกับ อาจารย์อมรสิริอีกด้วย

ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ในกลุ่มเพื่อนอาจารย์สาวของเรา จึงมีเครื่องประดับทองคำเก็บสะสมไว้มากมาย แม้ว่าในยามปรกติทั่วไปพวกเราแทบจะไม่ได้นำมาสวมใส่เลยก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการสะสมของเก่าที่ล้ำค่า เพื่อเก็บไว้เป็นของที่ระลึกสำหรับลูกหลานต่อไป ในตอนที่หลานสาวจะแต่งงาน ข้าพเจ้าได้พาหลานสาวไปเลือกซื้อเครื่องประดับทองคำจากร้านของอาจารย์อมรสิริที่อ่างทอง เพื่อเป็นของขวัญแต่งงงาน และหวังว่าเธอจะเห็นคุณค่าและเก็บรักษาไว้ชั่วลูกหลานต่อไป

ข้าพเจ้ามีความคิดว่า อาจารย์อมรสิรินอกจากจะเป็นอาจารย์ที่มีความสามารถ มีบุคลิกงานสง่าแบบคนตะวันตกแล้ว เธอยังเป็นนักธุรกิจที่มีความสามารถไม่แพ้การสอนอีกด้วย ทั้งนี้อาจเพราะว่า บรรพบุรุษของเธอนั้นเป็นช่างตีทองและเปิดร้านทองค้าขายเครื่องประดับทองคำมารุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยมีหลักแหล่งอยู่ที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งต่อมาลูกหลานก็ได้ขยายกิจการร้านทองมาถึงกรุงเทพฯ โดยมีหลากหลายสาขาทั่วกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ “ต้นมะขามช่างทอง” 

อยู่มาวันหนึ่ง อาจารย์อมรสิริและข้าพเจ้าได้นั่งคุยกันในห้องทำงาน เธอพูดกับข้าพเจ้าว่า ตัวเธอศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศษเป็นเวลานาน มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระแสความคิดยุคใหม่กับการปฏิวัติของฝรั่งเศษเป็นอย่างดี และมีความคิดโน้มเอียงชมชอบไปทางลัทธิสังคมนิยม และเธอเข้าใจดีว่า เหตุที่ประเทศจีนได้เดินไปในแนวทางสังคมนิยมนั้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันจีนกำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาและปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเธอบอกว่าจีนได้เดินในแนวทางที่ถูกต้อง เพราะการที่รัฐบาลจีนสามารถทำให้ประชาชนกินอิ่มมีสุขและมีมาตรการที่ให้หลักประกันที่มั่งคงทางสังคมกับประชาชน เป็นสิ่งที่เธอสนับสนุนอย่างยิ่ง เพียงแต่เธอเล่าว่า ในช่วงที่ประเทศจีนมีสงครามต่อต้านญี่ปุ่น และการสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคก๊กมินตั๋ง ตลอดเรื่อยมาจนถึงช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม ในช่วงเวลาหลายสิบปีนี้เองที่สังคมจีนตกอยู่ในห้วงของความระส่ำระสาย ประชาชนจีนต่างต้องรับชะตากรรมที่แสนโหดร้าย ซึ่งในจำนวนเหยื่อของภัยจากสงครามนี้ก็รวมถึงญาติพี่น้องต้นตระกูลของเธอด้วย ซึ่งญาติพี่น้องเหล่านี้ต้องประสบกับชะตากรรมที่แสนโหดร้ายมากมายจนเธอพูดว่า สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเงาดำและความมืดมัวที่ไม่สามารถจะลบเลือนให้หายจากจิตใจได้เลย

และเรื่องราวเหล่านี้ก็ได้พรั้งพรูจากคำบอกเล่าของอาจารย์อมรสิริ

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คุณตาคุณยายของอาจารย์อมรสิริ ซึ่งเกิดที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในอำเภอเหมยเซี่ยน มณฑลกวางตุ้ง เมื่อคุณตาแต่งงานกับคุณยายแล้ว คุณตาก็ออกไปเผชิญโลกกว้างใหญ่เหมือนกับชายหนุ่มจีนในยุคนั้น เพื่อต้องการดิ้นรนให้หลุดพ้นจากชีวิตที่ทุกข์ยากลำเค็ญ คุณตาต้องการที่จะแสวงหาโอกาสในที่ที่สามารถใช้แรงงานเพื่อแลกกับการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คุณตาจึงเดินทางจากบ้านเกิด โดยทิ้งให้ภรรยาสาวอยู่กับลูกน้อยอีกสี่คนเพียงลำพัง คุณตาขึ้นเรือโดยสารไปกับเรือเดินทางลำใหญ่ เรือโดยสารพาคุณตาข้ามห้วงมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล จุดหมายปลายทางคือเกาะเมอริเชียส หลังเรือเดินทางมาเทียบท่ายังจุดหมายปลายทาง คุณตากับเพื่อนพ้องที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ต่างก็แยกย้ายไปตามหาญาติมิตรสหายที่เดินทางล่วงหน้ามาปักหลักอยู่ก่อน คุณตาได้อาศัยกับเพื่อนที่มาจากบ้านเกิดคนหนึ่ง และได้เริ่มฝึกฝนการตัดเย็บเสื้อผ้า หลังจากนั้นคุณตาก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเกาะปีนังที่มาเลเซีย และเริ่มสร้างหลักปักฐานบนเกาะปีนัง แต่แล้วก็เกิดปัญหาขึ้นมากมาย จนกระทั่ง คุณตาออกเดินทางต่อมายังประเทศไทย โดยมีจุดหมายปลายทางที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพราวหนึ่งร้อยกิโลเมตร ซึ่งคราวนี้คุณตาไปสมัครเป็นลูกจ้างของร้านช่างทำทองแห่งหนึ่งในอ่างทอง และเริ่มต้นฝึกในการเป็นช่างตีทอง

คุณตาเป็นคนที่ฉลาดและรักการเรียนรู้ ประกอบกับเป็นคนที่มีฝีมือ ทำให้คุณตาสามารถเรียนรู้เทคนิคในการทำทองได้ในเวลาอันรวดเร็ว และกลายเป็นช่างทองที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว เพราะชิ้นงานที่ผ่านมือของคุณตา ไม่ว่าจะเป็นนาก เงิน หรือทองคำ ล้วนแล้วแต่มีความประณีตสวยงานและทนทาน เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าทั่วไป คุณตามีความมานะบากบั่น ก็ค่อยๆ เก็บหอมรอมริบจนได้เงินก้อนหนึ่ง และต่อมาก็ซื้อกิจการร้านทองจากญาติที่มาอาศัยอยู่ด้วย จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งในที่สุดคุณตาก็ได้เป็นเถ้าแก่ร้านทอง และที่หน้าร้านทองแห่งนี้จะมีต้นมะขามอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งต้นมะขามนี้มีกิ่งก้านเขียวชอุ่มที่ช่วยให้ร่มเงาแก่ร้านทองยามแสงแดดแผดกล้า ทำให้ร้านทองของคุณตามีความร่มรื่นเย็นสบาย เหมาะกับการทำงานตีทองเป็นยิ่งนัก คนในละแวกนั้นมักจะพูดกันว่า หากจะซื้อเครื่อประดับทองคำ ก็ให้ไปซื้อกับช่างทองที่นั่งตีทองอยู่ใต้ต้นมะขาม รับรองจะต้องถูกใจ ด้วยเหตุนี้เอง ต่อมาคำเรียกที่ว่า “ช่างทองใต้ต้นมะขาม” จึงกลายเป็นคำเรียกเฉพาะ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นชื่อร้านทองของคุณตานั่นเอง และชิ้นงานเครื่องประดับทองคำผีมือของคุณตา ก็ได้กลายเป็นงานเครื่องทองที่ลูกค้าทุกคนต่างนิยมชมชอบอย่างกว้างขวาง กล่าวได้ว่าในยุคนั้น เมื่อเอ่ยถึง “ช่างตีทองใต้ต้นมะขาม” จะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเลยก็ว่าได้

คุณตาเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ แต่ดูสุภาพอ่อนโยน ผิวขาวผ่อง นัยน์ตาโด จมูกโด่ง เรียวหนวดบนริมฝีปากของคุณตายิ่งชวนหลงใหล คุณตาจึงดูคล้ายชาวตะวันตก จนคนในท้องถิ่นต่างเรียกคุณตาว่า “ฝรั่ง”

ทุกวัน คุณตาจะยุ่งอยู่กับการทำงานตีทอง โดยจะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อเครื่องประดับทองคำจากหน้าร้านอย่างคับคั่งล้นหลามไม่ขาดสาย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นบรรดาคุณหญิงคุณนายทั้งหลาย มักจะล้อมหน้าล้อมหลังคุณตา เพื่อสั่งทำเครื่องประดับทองคำ และเมื่อลูกค้ามีงานมงคลต่างๆ ก็จะต้องมาสั่งทำเครื่องประดับชนิดต่างๆ จากคุณตา

ส่วนคุณยายที่ยังเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้านเกิดในประเทศจีนเพียงลำพัง พยายามที่จะหาข่าวสารเกี่ยวกับคุณตาที่มาใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งก็ได้ข่าวกระเซ็นกระสายอยู่บ้าง แต่ก็เป็นข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีที่มาที่ไปอย่างแน่ชัด จนคุณยายเริ่มกังวลใจ ในที่สุด คุณยายก็ได้ข่าวจากคนคุ้นเคยในหมู่บ้าน โดยเขาได้บอกเล่ากับคุณยายอย่างร้อนใจว่า “เธอควรจะต้องรีบไปสยามแล้วนะ มิฉนั้นสามีของเธออาจจะถูกผู้หญิงแถวนั้นแย่งไปแน่เลย” คุณยายจึงนิ่งเฉยรอคุณตาอยู่ที่บ้านไม่ได้อีกต่อไป คุณยายยอมทิ้งลูกตัวน้อยทั้งสี่ให้อยู่กันตามลำพังที่บ้าน แล้วคุณยายก็ออกเดินทางดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อมาหาคุณตาที่สยาม

จะว่าไป คุณยายมีความขยันขันแข็งและมีความสามารถโดดเด่นกว่าคุณตาก็ว่าได้ เพราะคุณยายที่เดินทางมาถึงสยามไม่นาน แต่คุณยายก็สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ทันที และยังเป็นผู้ช่วยที่ดีของคุณตาในการทำงานตีทองอีกด้วย สองคนตายายทำงานอย่างมุมานะบากบั่น แม้คุณยายจะมีรูปร่างผอมเพรียว แต่สีหน้าและแววตาคุณยายเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเข้มแข็งจริงจัง แม้คุณยายจะไม่เคยเรียนหนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก แต่คุณยายก็สามารถจดจำข้อมูลเรื่องราวทุกอย่างได้อย่างแม่นยำไม่เคยเลอะเลือน คุณยายเป็นผู้หญิงจีนแคะที่มีเอกลักษณ์ของจีนแคะเหมยเซี่ยนที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม มีความฉลาดหลักแหลม มีศักยภาพในการทำงานสูง มีความมานะอดทน ดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี ช่วยเหลือเกื้อกูลสามีและเลี้ยงดูบุตรหลายอย่างเต็มความสามารถ โดยเฉพาะการช่วยงานตีทองของคุณตาที่หลังร้าน หรือการขายงานชิ้นทองที่หน้าร้าน คุณยายทำให้ที่เหล่านี้ได้อยางดีเยี่ยมอย่างไม่มีที่ตำหนิ

นอกจากนี้คุณยายยังใช้พื้นที่ว่างบริเวณรอบๆบ้าน ทำการเพาะปลูกพืชผัก เลี้ยงไก่ เพื่อจะได้นำผลผลิตเหล่านี้มาเป็นอาหารภายในครอบครัว และหากมีเหลือก็ยังสามารถนำไปขายที่ตลาดอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือจุนเจือรายได้ในครอบครัวอีกทางหนึ่ง คุณยายเป็นผู้หญิงที่รักความสะอาดเรียบร้อยเป็นระเบียบ เสื้อผ้าหน้าผมของคุณยายจะดูสวยงามเรียบง่าย คุณยายเกล้าผมอย่างสุภาพเรียบร้อย ไม่ดัดผมแต่งหน้า ใช้ชีวิตร่วมกับคุณตาอย่างมีความสุข เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน คุณตากับคุณยายมีลูกที่เกิดที่ไทยเพิ่มขึ้นมาอีก 3 คน รวมกับลูกที่อยู่ที่บ้านเกิดอีก 4 คน จึงมีลูกทั้งหมด 7 คน ซึ่งเป็นลูกสาวทั้งหมด ความจริงคุณตาคุณยายก็ยังตั้งหน้าตั้งตา รอที่จะมีลูกชายสักคน ในที่สุดฟ้าก็เห็นใจ ได้ส่งลูกชายให้มาเป็นรางวัลแก่คุณตาคุณยาย 1 คน ครอบครัวคุณตาคุณยายจึงมี “เจ็ดดาวล้อมเดือนฉาย” สมกับสุภาษิตจีน

ผ่านมากว่า 20ปี ชื่อเสียงของร้าน “ช่างตีทองใต้ต้นมะขาม” ได้กลายเป็นร้านทองชื่อเสียงโด่งดัง ที่ใครจะซื้อทองก็จะต้องมาเลือกซื้อที่ร้านคุณตาที่นี่เพียงที่เดียว แม้จะเป็นเพียงการซื้อตุ้มหู แหวนวงน้อย ทุกคนก็จะต้องเดินทางมาซื้อที่ร้านทองต้นมะขามเท่านั้น เพราะชิ้นงานที่มีคุณภาพโดดเด่น สวยงามไม่ซ้ำแบบใคร ทำให้ร้านทองของคุณตาจะคราคร่ำไปด้วยลูกค้าเช้าจรดเย็นทุกวัน


จบภาคแรก

ต้นฉบับภาษาจีน  จากเรื่อง ช่างตีทองใต้ต้นมะขาม (หนังสือพิมพ์จีน เอเซียนิวส์ไทม์)

วันที่ 2 เดือนมีนาคม 2015

ภาคหลัง

ในคืนวันหนึ่ง คุณตาคุณยายได้นั่งปรึกษากันอย่างเงียบๆ ท่านทั้งสองต่างก็คิดกันว่า ได้เดินทางมาทำมาหากินอยู่ที่ประเทศไทยมานานกว่า 20 ปีแล้ว เงินทองที่หามาได้นับว่ามีอยู่ไม่น้อย ลูกชายคนเล็กก็อายุ 11 ปีแล้ว แต่อยู่ที่บ้านนอกไม่มีที่เรียนภาษาจีน หากจะให้ลูกเรียนภาษาจีน จะต้องส่งลูกเข้าไปเรียนยังโรงเรียนจีน จิ้นเต๋อกงเซี่ยวที่กรุงเทพฯ ซึ่งคุณตาคุณยาย เคยส่งบุตรสาวคนโตไปเรียนที่โรงเรียนนี้ถึง 8 ปี ลูกสาวต้องไปพักอยู่กับบ้านญาติที่สำเพ็ง กว่าจะกลับบ้านได้ก็ต่อเมื่อปิดภาคเรียน ซึ่งในแต่ละปีก็จะกลับบ้านได้เพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น คุณยายจึงไม่อยากให้ลูกชายต้องไปอยู่ห่างไกลกันเช่นนี้อีก และยังจะต้องเตรียมใจในเรื่องลูกชายจะต้องไปจับใบดำใบแดงเพื่อเกณฑ์ทหารอีกด้วย เพราะการเกณฑ์ทหารถือเป็นหน้าที่ของชายไทยทุกคน ถึงแม้ลูกชายจะไม่ได้แจ้งเกิดที่อำเภอก็ตาม แต่ยุคสมัยนั้น รัฐบาลไทยมีนโยบายกีดกันชาวจีนโพ้นทะเล ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลที่มาใช้ชีวิตอยู่ในไทยต่างก็อยู่ในสภาพขวัญหนีดีฟ่อร่ำไป การดำเนินชีวิตเช่นนี้ดูจะน่าเหน็ดเหนื่อยเกินไป เพราะไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใด ก็ย่อมอุ่นใจสู้บ้านเกิดเมืองนอนของตนเองไม่ได้ ความรู้สึกคิดถึงบ้านเกิดที่เมืองจีนของคุณตาคุณยายนับวันยิ่งมีมากขึ้นทุกที ทั้งสองจึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่บ้านเกิดในประเทศจีน จะว่าไปแล้ว หาท่านเดินทางกลับบ้านเกิดในตอนนี้ ก็นับว่ากลับไปอย่างสมภาคภูมิ เพราะมีเงินทองฐานะร่ำรวย เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว จะมัวรีรอลังเลอะไรเล่า แต่เพราะคุณตาคุณยายคิดถึงกิจการร้านทองที่การค้ากำลังเจริญรุ่งเรือง จะเลิกราทิ้งไปในขณะนี้ก็น่าเสียดายมิใช่น้อย แต่อย่างน้อยลูกสาวคนโตที่ออกเรือนไปมีครอบครัว ก็ได้สร้างฐานะอย่างมั่นคง โดยได้เปิดร้านทองต้นมะขามอีกแห่งหนึ่ง กิจการค้าก็เจริญรุ่งเรืองไปได้ด้วยดี คุณตาจึงคิดจะยกร้านทองนี้ให้บุตรสาวคนโตเป็นคนดำเนินกิจการต่อไป เพื่อเป็นการรักษาและสืบทอดร้านทอง “ช่างตีทองใต้ต้นมะขาม” นี้ให้คงอยู่สืบไปยังชั่วลูกชั่วหลาน

ด้วยเหตุนี้เอง ก่อนที่จีนจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณประชาชนจีน (ค.ศ. 1949) 12 ปี คุณตาคุณยายก็เดินทางกลับบ้านเกิดที่ประเทศจีน ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ต่อถิ่นทำกินและความตื่นเต้นยินดีที่จะได้กลับสู่บ้านเกิด คุณตาได้รวบรวมทรัพย์สมบัติทั้งหมดกลับไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงินสด เพชรนิลจินดา ทองคำแท่งและเครื่องประดับทองคำต่างๆ รวมทั้งพาลูกสาวคนสุดท้องและลูกชายคนเดียวกลับไปด้วย ทิ้งไว้แต่ร้านทอง “ช่างตีทองใต้ต้นมะขาม” และห้องทำงานตีทองอันว่างเปล่า ที่ท่านมอบไว้เป็นสมบัติให้ลูกสาวคนโตเป็นคนสืบทอดกิจการต่อไป

ในช่วงที่คุณตาคุณยายเดินทางกลับบ้านเกิดนั้น ตรงกับช่วงที่ญี่ปุ่นรุกรานจีน ทั่วทั้งแผ่นดินจีนเต็มไปด้วยภัยสงครามอันคุกรุ่น ผนวกกับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคก๊กมินตั๋งอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะการณ์เช่นนี้ ประชาชนจะสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อย่างไร

เมื่อคุณตากลับมาถึงบ้านเกิดแล้ว ท่านก็ได้นำเครื่องประดับทองคำเกือบจะทั้งหมดไปขาย เมื่อได้เงินสดมาก้อนหนึ่ง จึงนำมาซื้อที่ดินผืนใหญ่ในหมู่บ้าน โดยหวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะใช้ชีวิตที่มั่งมีศรีสุขในบ้านเกิดอย่างสุขสงบ การรุกรานประเทศจีนของจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นไม่มีผลกระทบมากมายต่อพื้นที่ห่างไกลในชนบทของจีนนัก คุณตาคุณยายนับว่าได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในหมู่บ้านชนบทของจีนอยู่หลายปี คุณยายเป็นผู้หญิงเก่ง จึงเป็นหลักในการดูแลครอบครัว ส่วนคุณตาก็ปล่อยวางทุกสิ่งอย่าง ไม่สนใจใยดีอะไรทั้งสิ้น กิจกรรมประจำวันของคุณตาก็คือ อ่านหนังสือแล้วก็พักผ่อน บ้างก็ไปพูดคุยกับเพื่อนบ้านหรือเล่นไพ่นกกระจอกบ้างเป็นครั้งคราว

คุณตาคุณยายได้แต่ห่วงใยเรื่องการสืบทอดวงค์ตระกูล ดังนั้น เมื่อลูกชายอายุได้ 15 ปี คุณตาคุณยายก็หาลูกสะใภ้เพื่อแต่งงานกับลูกชาย แม้ขณะนั้นลูกชายแม้จะอายุยังน้อย แต่ลูกชายก็ยืนหยัดในหลักการไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานแบบคลุมถุงชนที่เป็นซากความคิดแบบศักดินานิยมเช่นนี้ ลูกชายจึงไม่สนใจใยดีต่อสิ่งที่คุณตาคุณยายจัดการให้ เขาและพี่สาวที่เดินทางกลับมาจากประเทศไทยด้วยกัน ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสืออยู่ในนครกวางเจาต่อไป

ในขณะนั้นเอง กระแสความคิดทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในเมืองใหญ่ตลอดจนหมู่บ้านเล็กๆในชนบทก็ตาม ส่วนพรรคก๊กมินตั๋งที่กำลังอ่อนแรงก็พยายามดิ้นสู้ในเฮือกสุดท้าย ปี ค.ศ. 1949 พรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้อย่างราบคาบ เจียงไคเช็คและสมุนพรรคพวกพากันหลบหนีออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ และไปตั้งรกรากที่เกาะไต้หวัน

พรรคคอมมิวนิสต์ชนะแล้ว!  ประเทศจีนได้รับการปลดแอกทั่วทั้งประเทศแล้ว! ช่างเป็นเรื่องตื่นเต้นน่าเร้าใจเสียนี่กระไร คนจนมีโอกาสลุกขึ้นยืนอีกครั้งหนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่สังคมจีนจะสามารถก้าวไปสู่สังคมประชาธิปไตยใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกวาดล้างและโค่นล้มทุนนิยมที่มีอยู่ในสังคมจีนให้หมดสิ้นไปก่อน พรรคคอมมิวนิสต์จึงผลักดันนโยบายกวาดล้างนายทุนเจ้าที่ดินครั้งใหญ่ ทำให้ประชาชนยากไร้ที่อยู่ในชนบทห่างไกล เมื่อได้รับฟังนโยบายดังกล่าวก็เข้าใจว่า ความยากจนและชีวิตไร้ยากที่ผ่านมาของพวกเขา ก็เพราะเกิดจากการขูดรีดเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าที่ดินที่ร่ำรวย ทำให้คนยากจนเหล่านี้เกิดการเคียดแค้นชิงชังเจ้าที่ดินเป็นอย่างมาก ความรู้สึกสำหรับคุณตาคุณยายแล้ว การปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เหมือนฟ้าถล่มทลายก็มิปาน สถานภาพของคุณตาคุณยายตาลปัดไปในชั่วพริบตา มีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว อกสั่นขวัญแขวน และเหตุการณ์ร้ายๆ ก็ตามติดมาคือ บ้านของท่านถูกรื้อค้นครั้งแล้วครั้งเล่า การถูกจับไปวิพากษ์อย่างรุนแรง ทั้งนี้เพราะคุณตาคุณยายถูกจัดอยู่ในกลุ่มชาวนาที่ร่ำรวย หลังจากจีนปลดแอกแล้ว สถานภาพของการเป็นชนชั้นชาวนาร่ำรวย ไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับการยอมรับในสังคมแล้ว ยังถูกยัดเยียดให้เป็นพวกปฏิปักษ์ของสังคม ที่สมควรจะต้องได้รับการลงโทษอย่างหนักหน่วง โดยไม่ให้มีโอกาสได้กลับมามีที่ยืนในสังคมอีกตลอดไป

นับเป็นช่วงชีวิตที่มืดมิดและเลวร้ายที่สุดในชีวิตของคุณตาคุณยาย ทั้งสองท่านจึงดูแก่และทรุดโทรมไปในพริบตา ทุกวันตายายจะเก็บตัวเงียบกริบอยู่ในบ้านด้วยความรู้สึกวิตกกังวล และทุกครั้งที่มีกระแสการเคลื่อนไหวเพื่อการโค่นล้มบรรดาชนชั้นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ เช่น การเคลื่อนใหว “3 ต่อต้าน 5 ต่อต้าน” และแน่นอนว่าการเคลื่อนไหวเช่นนี้ต้องมาถึงตัวคุณตาคุณยายทุกครั้งไป คุณตาคุณยายถูกลากตัวไปประจานทั่วหมู่บ้าน ตั้งแต่ต้นหมู่บ้านจนท้ายหมู่บ้าน แล้วจับตัวท่านทั้งสองให้นั่งคุกเข่าบนเวทีที่จัดทำไว้ หลังจากนั้นก็จะบังคับให้คุณตาคุณยายพูดสารภาพว่าได้กระทำความผิดอะไรบ้างต่อขบวนการปฏิวัติทางชนชั้น ซึ่งท่านทั้งสองคิดแล้วคิดอีก ก็คิดไม่ออกว่าพวกท่านได้เคยทำอะไรที่เรียกว่าเป็นความผิดเลย เพียงแต่ท่านได้นำเงินที่หามาได้จากช่วงที่ทำร้านทองที่ประเทศไทย แล้วนำมาซื้อที่ดินผืนใหญ่ หลังจากนั้นก็มีรายได้เลี้ยงชีพจากค่าเช่าที่ดิน พวกท่านไม่เคยทำผิดอะไรเลย จะยอมรับความผิดได้อย่างไรเล่า หลังจากนั้น บ้านของคุณตาคุณยายก็ถูกกลุ่มบุคคลบุกเข้ารื้อค้นและยึดสิ่งของมีค่าไปไม่เว้นวัน จนในบ้านไม่หลงเหลืออะไรเลย แม้กระทั่งลูกสะใภ้ที่ท่านขอมาให้แต่งงานกับลูกชาย ก็ถูกลากตัวไปสอบสวนประจานและทุบตีต่อทีสาธารณะด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการให้คุณยายบอกที่ซุกซ่อนว่าได้นำทองคำที่นำติดตัวจากประเทศไทยไปซุกซ่อนไว้ที่ใด ปรากฎว่าที่น่าตกใจคือกลุ่มคนที่ทุบตีคุณตาคุณยายเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นญาติสนิทมิตรสหายของครอบครัวคุณตาคุณยายทั้งสิ้น คุณตาถูกเฆี่ยนตีจนแทบสิ้นสติทุกครั้ง จนคุณตาต้องร้องอ้อนวอนขอชีวิต แต่คุณยายกลับปิดปากเงียบกริบ แม้จะถูกโบยตีอย่างหนักหนาสาหัสจนแทบสิ้นลมหายใจไปก็ตาม แต่คุณยายก็ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ กลุ่มคนบ้านคลั่งเหล่านี้ จึงลงมือขุดหาทองที่คิดว่าอาจจะฝังไว้ใต้ดินตรงมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน แต่ขุดจนรอบบ้านก็ไม่เจอทองคำแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว (ตราบจนทุกวันนี้ลูกหลานคุณยายก็ยังไม่แน่ใจว่า จริงๆ แล้วคุณยายยังมีทองคำเหลืออยู่จริงหรือไม่) 

สองตายายไม่มีใครจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเลย ทั้งสองได้แต่นั่งรอคอยว่าจะมีใครมาลากตัวออกไปเฆี่ยนตีอีก จึงมีแต่ความหวาดกลัว คุณตาคุณยายคิดไม่ตกจริงๆว่า ท่านทั้งสองไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่ประเทศไทยด้วยสองมือเปล่า กระทั่ง 20 ปีผ่านไป เมื่อมีเงินทองจำนวนหนึ่งจึงคิดจะนำกลับบ้านเกิดที่จีน เพื่อสร้างหลักปักฐานในบั้นปลายของชีวิต จึงได้นำเงินทองที่หามาได้จากประเทศไทยทั้งหมดไปซื้อเป็นที่ดินผืนใหญ่เพื่อจะมีรายได้เลี้ยงชีพอย่างเรียบง่ายจากการเก็บค่าเช่าที่ดิน นี่หรือคือความผิดที่ใหญ่หลวง จะโบยตีให้ตาย คุณยายก็ไม่ยอมรับว่านี่คือการกระทำความผิด ส่วนคุณตาก็หน้านิ่วคิ้วขมวดทั้งวัน คิดจะหนีก็ไม่รู้ว่าจะหนีไปอยู่ที่ใด จะหนีขึ้นสู่ท้องฟ้าหรือมุดลงใต้ดิน ล้วนแต่ไม่มีหนทางให้เลือกเดินจริงๆ คุณตาอธิษฐานขอให้ฟ้าดินโปรดประทานความช่วยเหลือ แต่ปาฏิหารย์ก็ไม่เกิดขึ้นสักที คุณตาได้แต่น้ำตาตกใน อกตรมระทมขมขื่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ส่วนคุณยายก็ไม่ยอมก้มหัวให้กับความอยุติธรรมเหล่านี้แม้แต่น้อย คุณยายเชิดหน้านิ่งปิดปากเงียบสนิท การถูกโบยตีในครั้งสุดท้าย คุณตาตัวสั่นงันงก และเมื่อแรงหวดจากไม้โบยตีลงบนตัวคุณตาครั้งสุดท้าย คุณตาก็ดูเหมือนจะหมดสติไป

และในค่ำคืนอันมืดมิดนั่นเอง คุณตาคุณยายตัดสินใจที่จะจบชีวิตที่น่าเจ็บปวดไว้เพียงเท่านี้ คุณยายจัดการอาบน้ำแต่งตัวอย่างหมดจรด มัดเกล้าผมมวยอย่างแน่นหนา เลือกสวมชุดผ้าต่วนเงางามเหมือนมีงานมงคล คุณยายมองจับจ้องที่คุณตาด้วยสายตาที่มุ่งมั่น แล้วค่อยๆพยุงร่างของคุณตาให้นั่งลงบนเก้าอี้ สายตามองร่างที่ไร้ลมหายใจของคุณตา แล้วคุณยายก็เรียกลูกสะใภ้ซึ่งเป็นเพียงลูกสะใภ้ในนาม เช่นกัน ลูกสะใภ้ก็ถูกทำร้ายด้วยการโบยตีและได้จากโลกนี้ไปแล้ว คุณยายในยามนี้ไม่ลังเลแม้แต่น้อยเลย คุณยายรู้สึกตัวเองได้รับการปลดปล่อย โล่ง เบา สงบและผ่อนคลาย ใช่แล้ว คุณยายก็ได้จากไปแล้วเช่นกัน

สิ่งที่เป็นเครื่องปลอบประโลมใจในช่วงมืดมนของชีวิตของคุณตาคุณยายก็คือ ลูกชายคนเล็กหรือน้าชายของอาจารย์อมรสิริ สามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือความโหดร้ายของขบวนการที่เรียกว่าการปลดแอกทางชนชั้นนี้ไปได้ เพราะว่าเขาปฏิเสธการแต่งงานแบบคลุมถุงชน น้าชายจึงหาเงื่อนไขเรื่องการเล่าเรียนเป็นเหตุให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในนครกวางเจาจนแทบจะไม่ได้กลับมาที่บ้านอีกเลย และนี่จึงเป็นสาเหตุที่น้าชายหลุดรอดไปจากเคราะห์กรรมนี้ได้ ซึ่งเมื่อน้าชายทราบข่าวของพ่อแม่และเขาก็เป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มคนบ้าคลั่งในหมู่บ้าน น้าชายจึงไม่สามารถกลับไปที่บ้านในชนบทได้อีกเลย ต่อมาน้าชายได้เดินทางไปสอนหนังสือที่ฮ่องกง ขณะนั้นน้าชายอายุราว 20 ปี หลังจากนั้นน้าชายได้ย้ายไปที่ไต้หวัน และสร้างหลักปักฐานอยู่ที่ไต้หวัน ตราบจนทุกวันนี้ คุณตาคุณยายไม่รู้เลยว่าลูกชายคนเดียวของท่านนั้นไปอยู่ที่แห่งหนตำบลใด รู้แต่ว่าได้ไปอยู่ในดินแดนอันแสนไกลโพ้น แต่คุณตาคุณยายก็รู้สึกวางใจ และจากไปอย่างไม่มีกังวลในเรื่องนี้เลย

น้าชายรู้สึกเจ็บปวดท้อใจกับเคราะห์กรรมของคุณตาคุณยายเป็นอย่างยิ่ง ความเจ็บปวดรวดร้าวนี้เสียดแทงลึกลงไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ เสียดแทงเข้าไปถึงกระดูก ทะลุทะลวงเข้าไปจนถึงตับไตไส้พุง แต่ด้วยประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชนของน้าชาย ในที่สุดบาดแผลอันร้าวลึกนี้ก็ค่อยๆถูกฝืนกล้ำกลืนไว้ภายใน น้าชายตัดสินใจที่จะต้องมีชีวิตต่อไป เพราะว่าชีวิตยังมีวันพรุ่งนี้ และวันพรุ่งนี้เขาจะต้องมีชีวิตที่ดีและมีความสุขกว่านี้ และมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีมีความสง่างามกว่านี้ และในที่สุด ก็เป็นไปตามที่น้าชายได้ตั้งมั่นเอาไว้ น้าชายยึดอาชีพการเป็นครูสอนหนังสือมาตลอดทั้งชีวิต มีครอบครัวที่อบอุ่น มีคู่ชีวิตที่ดีงาม น้าชายในวัย 80 ปีในวันนี้ ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง สำหรับโศกนาฏกรรมของพ่อแม่ และการกระทำอันไร้มนุษยธรรมของญาติมิตรที่บ้านเกิดในหมู่บ้านชนบท น้าชายได้ปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือ การแผ่เมตตา ให้อภัย ไม่คิดผูกใจเจ็บอาฆาตพยาบาท จิตใจเยือกเย็นดั่งสายน้ำ

ปัจจุบันน้าชายยังคงเดินทางแวะเวียนมาเมืองไทยเพื่อเยี่ยมพี่สาวสองคน หลานๆ ที่อยู่ทางเมืองไทยต่างก็ให้ความเคารพน้าชายท่านนี้อย่างมาก ทุกครั้งเมื่อพี่น้องได้พบหน้ากัน เมื่อคิดถึงเคราะห์กรรมที่พ่อแม่ต้องประสบพบเจอที่บ้านเกิดในเมืองจีน ทุกคนต่างก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจ จนต้องหลั่งน้ำตาทุกครั้งไป ซึ่งต่างพูดปลอบใจกันว่า ถือว่าเป็นชะตาชีวิตของพ่อแม่ที่เดินผิดไปเพียงก้าวเดียว ที่คิดกลับไปยังบ้านเกิด มีอยู่ครั้งหนึ่ง น้าชายได้พาอาจารย์อมรสิริพร้อมพี่น้องสิบกว่าคน เดินทางกลับไปไหว้บรรพบุรุษยังบ้านเกิดที่หมู่บ้านชนบทในจีน ปรากฏว่าเมื่อคนในหมู่บ้านและญาติมิตรทราบข่าว ต่างก็มาตั้งแถวรอรับถึงหน้าหมู่บ้าน ผู้นำชุมชนก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างอบอุ่น น้าชายได้พูดกับบรรดาหลายๆว่า ก็คนกลุ่มนี้แหละ ที่ทำการโบยตีทุบทำร้ายคุณตาคุณยาย แต่เรื่องต่างๆ มันผ่านไปแล้ว มันเป็นอดีต เมื่อมีโอกาสได้มาพบหน้ากัน รอยยิ้มก็สยบศัตรูไปได้ จึงไม่อยากให้หยิบยกเรื่องราวในอดีตขึ้นมาพูดอีก ทุกวันนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านนับว่าดีขึ้นกว่าเดิมมากมาย มีชีวิตที่ไม่ขาดแคลนในเรื่องของปัจจัยสี่อีกต่อไป ซึ่งเรื่องนี้คงต้องยกความดีให้กับนโยบายด้านเศรษฐกิจ “เสี่ยวคัง” คือนโยบายที่ทำให้ประชาชนมีอยู่มีกินอย่างถ้วนหน้าของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งนับว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เพราะทำให้ทุกคนมีงานทำ ทุกบ้านมีที่ดินทำกิน ทุกครัวเรือนมีอาหารเพียงพอและยังมีผลิตผลเหลือไว้ขายอีกด้วย ในตะกร้าจ่ายตลาดของชาวบ้านทุกคน มีทั้งเนื้อและปลา ในการเป๋ามีเงินทองพอเพียงในการใช้จ่าย ประชาชนทุกคนย่อมพึงพอใจต่อชีวิตความเป็นอยู่เช่นนี้ ไม่ต้องคอยระแวดระวังภัยที่จะทำร้ายกันเหมือนเมื่อก่อนนี้อีกต่อไป

ก่อนที่คุณตาคุณยายจะย้ายกลับไปที่บ้านเกิดในชนบทของจีน คุณตาคุณยายได้ยกกิจการร้านทองต้นมะขามให้กับลูกสาวคนโตและลูกเขย (บิดามารดาของอาจารย์อมรสิริ) หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับบ้านเกิดที่ประเทศจีนอย่างวางใจ สำหรับลูกสาวคนโตซึ่งได้เปิดกิจการร้านทองเล็กๆ เป็นของตัวเองหลังจากออกเรือนมีครอบครัวไป เมื่อได้รับการสืบทอดกิจการ เธอจึงให้ความสำคัญกับร้านทองใต้ต้นมะขามที่มีอายุร่วมร้อยปีของคุณตาคุณยายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเธอเชื่อว่าต้นมะขามนี่เองที่นำพาความเป็นสิริมงคล ความมั่งคั่ง และความราบรื่นผาสุกมาสู่ครอบครัวของเธอ และแล้วเธอจึงได้ทำป้ายชื่อร้านทองขึ้นใหม่อย่างเป็นทางการว่า “ร้านตีทองต้นมะขาม” สินค้าเครื่องทองของร้านนี้ทุกชิ้นจะตีตราสัญลักษณ์ต้นมะขาม หลังจากที่มารดาของ อาจารย์อมรสิริรับสืบทอดกิจการมาบริหารจัดการแทนแล้ว มารดาอาจารย์อมรสิริก็บริการจัดการต่อจากพื้นฐานที่คุณตาคุณยายได้สร้างไว้ให้อย่างจริงจัง บวกกับความเฉลียวฉลาดและขยันหมั่นเพียร ทำให้ครอบครัวอาจารย์อมรสิริมีความร่ำรวยมั่งคั่งขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถส่งเสียให้พี่น้อง 8 คน ของอาจารย์อมรสิริได้ศึกษาเล่าเรียนในระดับสูง รวมทั้งยังสามารถช่วยเหลือจุนเจือญาติมิตรที่บ้านเกิดในประเทศจีนอีกด้วย

พี่สาวคนโตของอาจารย์อมรสิริ สมัครใจที่จะช่วยเหลือการค้าของครอบครัว และดูแลน้องๆ อีก 7 คน ต่อมาเมื่อกิจการตกทอดมาถึงรุ่นอาจารย์อมรสิริและรุ่นลูกหลาน (รุ่น3 และรุ่น4) ทุกรุ่นที่รับสืบทอดกิจการต่างก็สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องด้วยความคุ้นเคย ผนวกเข้ากับระดับการศึกษาและสาขาวิชาที่รุ่นลูกหลานได้ศึกษาเล่าเรียนมา เมื่อลูกหลานเหล่านี้ได้นำความรู้สมัยใหม่ในการบริหารจัดการมาปรับใช้กับกิจการ ก็ยิ่งเป็นส่วนเสริมให้กิจการของร้านทองเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วปัจจุบันในห้างสรรพสินค้าชั้นนำขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร จะมีสาขาของร้านทองต้นมะขามไปเปิดเกือบทุกแห่ง ส่วนสินค้า นอกจากจะเป็นเครื่องประดับทองคำแล้ว ยังมีเครื่องประดับเพชร พลอยอื่นๆ อีกด้วย เมื่อทองทำประดับด้วยอัญมณีที่ล้ำค่าก็ยิ่งเพิ่มมูลค่า และความสวยงามที่โดดเด่นยิ่งขึ้น อีกทั้งฝีมือการทำเครื่องประดับทองคำที่ปราณีต ยิ่งทำให้สินค้าของร้านทองแห่งนี้เป็นที่รู้จักและชื่นชอบของลูกค้าในวงกว้าง ลูกค้าของร้านทองต้นมะขาม จึงไม่ใช่แต่คุณนายแม่บ้านในละแวกใกล้เคียงในตัวเมืองเล็กๆอีกต่อไป ลูกค้าที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นสตรีในเมืองใหญ่ทุกระดับ ขอบเขตของตลาดก็ขยายออกไป กิจการของร้านทองต้นมะขามจึงขยายใหญ่โตกว่าสมัยรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ไปมาก เรียกได้ว่าคนรุ่นหลังล้ำหน้ากว่าบรรพบุรุษไปแล้ว

แต่ลูกหลานทุกคนต่างก็ไม่รู้ดีว่า ความมั่งคั่งร่ำรวยของตระกูล ได้เกิดขึ้นด้วยการสร้างรากฐานจากน้ำพักน้ำแรงของคุณตาคุณยาย อีกทั้งต้นมะขามร้อยปีที่หน้าร้านทอง ที่นำพาความร่มเย็น ความเป็นสิริมงคลมั่งคั่งร่ำรวยมาให้

สำหรับการเฉลิมฉลองร้านทองต้นมะขามของคุณตาคุณยายที่มีอายุครบ 114 ปีในปี ค.ศ. 2015นี้ ครอบครัวของอาจารย์อมรสิริได้สร้างอาคารอเนกประสงค์ขึ้นที่บริเวณหน้าวัดใกล้ๆกับร้านทองต้นมะขามของคุณตา ที่หน้าอาคารมีป้ายเขียนติดไว้ว่า “อาคาร 114 ปี ต้นมะขามช่างทอง” ซึ่งมีพิธีเปิดอาคารไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา วัตถุประสงค์ของการสร้างอาคารหลังนี้ก็เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของชุมชนและของรัฐบาลท้องถิ่น ดังคำพูดที่ว่า “ความมั่งคั่งร่ำรวยได้มาจากสังคม ควรที่จะคืนกำไรแก่สังคม” 

คุณตาคุณยายที่นั่งเฝ้ามองลูกหลานอยู่บนสวรรค์ ได้เห็นลูกหลานของท่านที่ปฏิบัติตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมเช่นนี้ เชื่อว่าท่านคงจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุขอย่างแน่นอน

                    

Copyright © 2009 Tama Jewelry &  Goldsmiths. All rights reserved.

Use of this website signifies your agreement to the Terms of Use and Online Privacy Policy.